บล็อคนี้จัดทำขึ้นเพื่่อ ความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพและคนที่รักการถ่ายภาพทุกท่าน

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

Fuji X100 – WCL-X100

และเตรียมพบกับWCL-X100 Wide-Angle Conversion Lens  เร็วๆนี้



จากwww.pixnice.com

การเก็บกล้องและเลนส์

การเก็บกล้องและเลนส์ หลังจากการนำกล้องออกใช้งานในสภาพความชื้นสูง เช่นบริเวณน้ำตก หรือถูกความชื้นจากเมฆหมอกเมื่อรอถ่ายทะเลหมอก หลังจากจบการเดินทางแล้วให้ทำให้กล้องและเลนซ์แห้งก่อนที่จะเก็บเข้าที่เก็บ โดยให้กล้องถูกแสงแดดบ้าง ให้เหมือนกันการถูกแสงแดดขณะใช้งาน จุดประสงค์เพื่อให้แสงแดดส่องผ่านเลนส์ซะบ้าง เพื่อไล่ความชื้นออกจากผิวเลนส์และภายในกระบอกเลนซ์ แต่อย่าวางกล้องตากแดดโดยตรง เพราะอาจจะร้อนเกินไปทำให้ยางในบางจุดของกล้องเสื่อมสภาพหรือเสียหายได้ 
ก่อนจะเก็บเข้าถุงให้วางผึ่งลมสัก 1-2 ชั่วโมงเพื่อให้ความชื้นระเหยออกไปให้แห้งเสียก่อน    จากนั้นจึงนำเข้าไปเก็บยังสถานที่เก็บ
โดยใส่ไว้ในตู้ดูดความชื้น ถ้าไม่มีตู้ดูดความชื้นให้เก็บไว้ในถุงพลาสติก ทำดังนี้คือ 
1. ถอดแบตเตอรี่ออก
2. นำกล้องออกจากซองหนัง แล้วนำไปใส่ไว้ในถุงพลาสติกใส ใส่สารดูดความชื้นไว้ในถุงด้วยเพื่อให้ดูดความชื้นที่ติดมากับกล้อง และเลนซ์ แล้วมัดด้วยหนังยางเพื่อป้องกันความชื้นจากภายนอกเข้า เผื่อการง่ายต่อการตรวจสอบถามชื้นในถุงกล้องจึงควรใส่ตัววัดความชื้นไว้ในถุงด้วย หากนานไปค่าความชื้นสูงขึ้นก็ให้นำกล้องออกมาคล้องคอเดินผ่านแดดให้เลนส์ได้ถูกแสงแดดบ้าง




ใส่ถุงรัดปากกันความชื้นเข้า ใส่ตัววัดความชื้นไว้ด้วยแล้วหมั่นตรวจดูสักเดือนละ 1-2 ครั้ง คอยระวังอย่าให้ความชื้นขึ้นสูงเกินกว่า 50%

3. หลังจากมัดปากถุงเรียบร้อยแล้ว ให้ถุงกล้องเก็บไว้ในที่ๆ โจรคิดไม่ถึงว่าจะเป็นที่เก็บของมีค่า ถ้าแยกถุงกล้องและเลนซ์ออกจากกันได้ก็จะเป็นการดี  ให้แยกเก็บถุงอุปกรณ์ไว้คนละที่กัน ถ้าโจรเข้าบ้านก็อาจจะเหลือบางถุงไว้ให้เราได้ใช้ต่อไป
4. ถ้ายังไม่ใส่กล้องและเลนส์ไว้ในถุงพลาสติก     จงอย่าเอากล้องเข้าไปเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าเป็นอันขาดเพราะในนั้นมีความชื้นสูง เลนส์จะเกิดราอย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดราจะทำให้คุณภาพของเลนซ์ลดลงอย่างรวดเร็ว และไร้ค่าในที่สุด 
5. นำออกมาใช้บ้าง ลองกดชัตเตอร์เล่นบ้างเป็นบางครั้งสักเดือนละครั้งๆ ละหลายช๊อท
6. เปิดถุงพลาสติกออกคราวใดให้นำสารดูดความชื้นไปตากแดดเสียบ้าง
ถ้าหากคิดว่าการเก็บกล้องไว้ในถุงพลาสติกแล้วใส่สารดูดความชื้นเป็นเรื่องยุ่งยาก ก็ให้ซื้อตู้ป้องกันความชื้นมีหลายระดับราคาตั้งแต่หลายพันจนถึงเป็นหมื่นบาท  ในตู้มีการควบคุมระดับความชื้นอย่างดี การเก็บอุปกรณ์ทุกชิ้นไว้ในตู้ดูดความชื้นสามารถป้องกันราได้ดีที่สุดแต่ไม่สามารถป้องกันโจรได้ เพราะถ้าโจรเข้าบ้าน มันก็จะยกไปทั้งตู้ หรืองัดเอาอุปกรณ์ไปหมดทั้งตู้ ไม่เหลือไว้ให้ใช้เลย แต่การเก็บไว้ในถุงพลาสติก เราสามารถแยกใส่ถุงซุกไว้ในหลายๆ ที่ ถ้าโดนขโมยเข้าบ้านก็คงขนไปไม่หมด ให้เหลือไว้ใช้งานบ้าง 


วิธีการเก็บกล้อง




อุปกรณ์การเก็บกล้องคุณภาพดี ราคาถูก : ถูงพลาสติกใส่กล้อง  หนังยางรัดปากถุง  ซิลิก้าเจล   ตัววัดความชื้น
มัดปากถุงพลาสติกเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ความชื้นผ่านได้
บรรจุกล้อง ( ที่ลดความชื้นแล้ว ), สารดูดความชื้นเพื่อให้ดูดความชื้นที่หลงเหลือ, ตัววัดความชื้นเพื่อตัวบ่งชี้ให้เรารู้ว่าตอนนี้ความชื้นในถุงมากจนเป็นผลเสียต่อกล้องหรือยัง

วิธีการตากสารดูดความชื้น...  วันใดแดดจัดให้เอาออกไปวางตากแดดวางบนหลังคารถเราที่ทำงานก็ได้ถ้าเห็นว่าฝนจะตกก็รีบออกไปเก็บแดดออกก็นำออกไปตากใหม่ ตากไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง เมื่อคิดว่าแห้งดีแล้วก็ให้เก็บใส่ถุงพลาสติก ( อย่างไม่รั่ว ) ปิดมิดชิดด้วยหนังยางป้องกันความชื้นจากภายนอกเข้าก่อนการใช้งาน เก็บไว้อย่างนั้นจนหายร้อนแล้วจึงนำเข้าไปใส่ในถุงพลาสติกที่เก็บกล้อง อย่าเอาไปใส่ขณะที่สารดูดความชื้นยังร้อนอยู่เพราะไม่เป็นผลดีกับกล้อง
ภาพการตากสารดูดความชื้น

ภาพเปรียบเทียบสีของสารดูดความชื้น ( ซิก้าเจล )

 ซิลิก้าเจลที่ดูดความชื้นจนอิ่มตัวจะมีสีจาง จะไม่สามารถดูดความชื้นอีกได้ ต้องเอาไปตากแดด
เมื่อเอาไปตากแดดจนความชื้นระเหยออกไปหมด เม็ดซิลิก้าจะมีสีเข้ม ซึ่งหมายความว่าตัวมันเองแห้งสนิทและสามารถที่จะดูดความชื้นที่อยู่รอบตัวมันได้




ดูกันใกล้ๆ นี่แหล่ะ เม็ดซิลิก้าเจล สารดูดความชื้น ในสภาพที่พร้อมจะดูดความชื้น




โดยwww.tourdoi.com

ข้อควรระวังเมื่อใช้กล้อง



1. เมื่อกล้องตกน้ำให้รีบเอาแบตเตอรี่ออกให้เร็วที่สุดเพื่อป้องกันวงจรไฟฟ้าเสียหาย
2. อย่าถอดเปลี่ยนเลนส์ในที่ที่มีความชื้นสูงเช่นขณะถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้น ทะเลหมอก น้ำตกที่มีละลองน้ำพัดมายังจุดที่คุณยืนอยู่เพราะความชื้นจะเข้าไปในตัวกล้องและเลนส์ทุกครั้งที่มีการถอดเปลี่ยนเลนส์       ( ยกเว้นเมื่อจำเป็นจริงๆ หรือคุ้มกับภาพที่ได้ )
3. อย่าตัดฟิล์มกลางม้วน เมื่อใช้กล้อง SLR ระบบ Auto ที่มีระบบขึ้นฟิล์มอัตโนมัติเพราะจะทำให้ระบบเสียหาย
4. เลนส์ Auto Focus เมื่อใช้ระบบ Auto Focus ห้ามใช้มือหมุนปรับความชัดเพราะจะทำให้มอเตอร์ของเลนส์เสียหาย
5. อย่าจับ หรือ สัมผัสกับจุดสัมผัสไฟฟ้าที่เมาท์ของกล้องและเลนส์
6. อย่าใช้น้ำยาทำความสะอาดที่เป็นของเหลวล้างจุดสัมผัสบนจุดสัมผัส Flash บนหัวกระโหลกล้อง ถ้าสกปรกมากให้ใช้ยางลบขัดถู
7. สวมฟิลเตอร์ UV หรือ Sky light ไว้หน้าเลนส์เสมอเพื่อป้องกันเลนส์สกปรก และรอยขีดข่วนที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้งาน
8. การใช้น้ำยาเช็ดเลนส์ อย่าเอาน้ำยาใส่ลงบนผิวเลนส์โดยตรง ให้ใช้กระดาษเช็ดเลนส์ซับน้ำยามาเช็ดที่ผิวเลนส์ที่ต้องการ อย่าลืม..ก่อนการเช็ดเลนส์แต่ละครั้งต้องใช้ลูกยางเป่าลมไล่เศษฝุ่นผงทรายก่อนทุกครั้ง ถ้าใช้กระดาษเช็ดเลนซ์เช็ดทันทีทันใดอาจจะทำให้ผิวเลนซ์เป็นร่องรอยการขีดข่วนได้
9. หลังจากนำกล้องไปถ่ายภาพในสภาพความชื้นสูง ก่อนจะเก็บเข้าถุงให้วางผึ่งลมสัก ๑-๒ ชั่วโมงเพื่อให้ความชื้นระเหยออกไปเป็นบางส่วน จากนั้นนำเข้าถุงใส่สารดูดความชื้นเข้าไป วันต่อมาเอาสารดูดความชื้นออกตากแดดให้แห้งแล้วนำเข้าถุงอีกครั้ง ตากอย่างไรเข้าไปดูในเรื่องรา ถ้าคิดว่ายุ่งยากก็ซื้อตู้ป้องกันความชื้นใช้
เก็บรักษาให้ดีจะได้ไม่ต้องซื้อใหม่ให้เงินตรารั่วไหลออกนอกประเทศ


โดยwww.tourdoi.com

Nikon D3100 เทคนิคถ่ายภาพระเบิดซูม PhotoHutPhotoRally2

โดยSomchaikr

แนะนำ การใช้แฟลช 580EX / EX II และ Wireless

โดยPacharaVongsinrung

PREWEDDING by pachuu(ป้าชู) ตอนที่ 2

โดยspeedshutter72

PREWEDDING by pachuu(ป้าชู) ตอนที่1 PHOTO OF LIFE

โดยspeedshutter72

ข้อคิดจากช่างภาพระดับโลกของไทย

โดยKowniewping

คุยเรื่องกล้อง และอุปกรณ์

โดยwritemean

เทคนิคการถ่ายภาพทิวทัศน์

โดยToey15215

D5100 ปะทะ D7000 กล้องรุ่นไหนที่จะถูกใจคุณ?

โดยhutdockz

Tip ถ่ายรูป25 เขียนไฟ Light Painting

โดยiLoveToGoDotCOM

เทคนิคถ่ายภาพ Portrait- NikonD4/AF-S85mm.F1.4G N

โดยSomchaikr

กล้องสักตัว...เลือกซื้อกล้องแบบไหนดี

การถ่ายภาพเบื้องต้น สำหรับมือใหม่เอี่ยม

มีกล้องสักตัว...เลือกซื้อกล้องแบบไหนดี
เห็นภาพที่คนอื่นเขาถ่ายมาสวยๆ ทั้งนั้น บางคนก็คงคิดจะถ่ายภาพกะเขาบ้าง แต่กล้องมีมากมายหลายประเภทแล้วจะเลือกแบบไหนดี บางตัวเห็นมีเลนส์ยื่นออกมายาวๆ บางตัวก็เล็กจิ๋วน่าพกพา บางตัวก็ใหญ่เทอะทะ แล้วแบบไหนล่ะที่ถ่ายภาพออกมาสวยงาม จะเลือกซื้อแบบไหนให้ได้ใช้งานได้อย่างคุ้มค่า
กล้องที่เราเห็นอยู่มากมายหลายแบบ แยกออกเป็นประเภทดังนี้คือ
กล้องคอมแพค หรือที่รู้จักกันในนาม ..กล้องปัญญาอ่อน.. อันที่จริงมันเป็นกล้องอัจฉริยะตะหากล่ะ เพราะว่ามันแสนรู้เพียงคนถ่ายกดปุ่ม ปุ่มเดียวโดยไม่ต้องปรับอะไรเลยก็ได้ภาพที่สวยสมใจแล้ว หากแสงไม่สว่างไม่พอกล้องแสนรู้ตัวนี้ก็จะสั่งให้แฟชทกระเด้งขึ้นมาและฉายแสงเอง อันที่จริงมันเป็นกล้องอัจฉริยะแต่ที่เรียกว่าปัญญาอ่อน ม่ายรู้ว่ากล้องหรือคนถ่ายกันแน่.... เอาเป็นว่าต่อไปเราเรียกมันว่ากล้องคอมแพคดีกว่านะ ดีกว่าเรียกว่ากล้องปัญญาอ่อนเดี๋ยวจะสะเทือนใจผู้ใช้งาน กล้องคอมแพคสมัยนี้มีคุณภาพที่สูงมาก ให้ความคมชัดสูง แทบทุกตัวจะมีซูมในตัวสามารถดึงภาพให้ได้ภาพที่ใหญ่ๆ บางรุ่นก็มีลูกเล่นมากมาย มีหลายระดับราคาให้เลือกตั้งแต่พันกว่าๆ ไปจนถึงเป็นหมื่นกว่าบาท กล้องประเภทนี้เปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ปรับเปลี่ยนความเร็วในการบันทึกภาพไม่ได้
ข้อดี ตัวเล็กกระทัดรัด น้ำหนักเบา สะดวกต่อการพกพา ใช้ง่าย เห็นมุมไหนถูกใจก็เอาออกมาเล็ง แล้วก็กดเช๊ะเดียวก็ได้ภาพสมใจ ไม่ต้องมีความรู้เรื่องกล้องก็ใช้ได้
ข้อเสีย ไม่มีลูกเล่นอื่นๆ ที่จะสร้างสรรภาพให้สวยงามเหมือนดั่งกล้อง SLR ความคมชัดเป็นรองอย่างมาก

ใช้กล้องคอมแพคถ่ายน้ำตก ได้ภาพแบบภาพซ้ายมือ   สวยสู้กล้องที่มีลูกเล่นสร้างสรรค์ภาพอย่าง  กล้อง SLR ไม่ได้

กล้อง SLR อ่านแล้วงงๆ ว่าทำไมต้องเป็นตัวย่อด้วยแล้วมันเป็นอย่างไร เจ้า SLR เนี่ย มันย่อมาจากคำที่แปลว่า กล้องสะท้อนเลนส์เดี่ยวแปลให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือกล้องมองผ่านเลนส์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามองเห็นในช่องมองภาพก็จะเป็นภาพที่จะปรากฏบนภาพถ่าย ถ้าหากเราลืมเปิดหน้าเลนส์ก็จะมองไม่เห็นอะไรเลย กล้องที่ช่างภาพเขาใช้กัน ที่ใส่เลนส์ยาวๆ ยืดได้หดได้นั่นล่ะ คือกล้อง SLR สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ตามที่ต้องการได้ เมื่อต้องการถ่ายภาพวิวส์ก็เปลี่ยนมาใช้เลนส์มุมกว้าง เมื่อต้องการถ่ายภาพที่ดึงภาพให้เห็นวัตถุที่ใหญ่ๆ เช่นการถ่ายภาพนกก็ต้องเปลี่ยนไปใช้เลนส์ถ่ายไกล สามารถเลือกใช้เลนส์ได้มากมายหลายขนาด
กล้องประเภทนี้นอกจากจะถอดเปลี่ยนเลนส์ได้แล้วยังสามารถใส่แฟชทที่หัวกล้องได้ด้วยทำให้เราเลือกใช้แฟชทที่มีความแรงตามที่เราต้องการได้
กล้อง SLR แยกเป็น 3 ประเภทคือ
กล้องแมนนวล เป็นกล้องที่ผู้ใช้ต้องปรับเองทุกอย่าง ปรับความชัด ปรับขนาดหน้ากล้อง ปรับขนาดความเร็วชัตเตอร์ โดยจะมีเครื่องวัดแสงบ่งชี้ให้เรารู้ว่าแสงพอดีหรือมากไปน้อยไป
กล้องประเภทนี้ข้อดีคือระบบการทำงานเป็นกลไก ทนทานกว่าระบบกล้องอิเลคโทรนิคเพราะไม่มีแผงวงจรไฟฟ้าที่อาจจะเสื่อมเมื่อเวลาผ่านไปนานๆ
กล้อง SLR แบบกลไกล


ข้อเสียก็มีคือ ช้า ต้องเสียเวลาปรับแต่ง ไม่ทันการถ่ายภาพเร่งด่วนที่สำคัญๆ เพราะมัวแต่วัดแสงและปรับความชัดของภาพ บางครั้งการถ่ายภาพคน คนยิ้มแล้วก็ยังไม่ยอมถ่ายจนทำให้นางแบบยิ้มแล้วยิ้มอีกจนเมื่อยแก้ม ยิ่งถ่ายภาพตอนกลางคืนยิ่งมีปัญหามากเพราะไม่สามารถมองเห็นวัตถุในที่มืดได้ เช่นการถ่ายภาพคนหน้าเต็นท์  เลนส์สำหรับกล้องแมนนวลก็มีออกมาน้อยทำให้ตัวเลือกน้อย เมื่อของมีน้อยราคาก็แพงเป็นของธรรมดา
กล้องแมนนวลมักจะมีราคาถูกเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นในการเรียนรู้การถ่ายภาพ ยกเว้นบางยี่ห้อที่ราคาแพงค้างฟ้าก็ยังมีคนซื้อเพราะติดในยี่ห้อ
กล้องไฟฟ้า กล้องแบบนี้ใช้การทำงานแบบช่วยๆ กันระหว่างคนกับวงจรไฟฟ้า คนปรับบ้างกล้องปรับบ้างช่วยๆ กันไป สิ่งที่ผู้ถ่ายจะต้องปรับคือ ปรับความคมชัดของเลนส์  นอกจากนี้อาจจะต้องปรับความเร็วชัดเตอร์ กล้องจะปรับขนาดรูรับแสงให้เองโดยอัตโนมัติ หรือผู้ถ่ายปรับขนาดรูรับแสง ส่วนกล้องปรับความเร็วชัตเตอร์ให้ แล้วแต่ยี่ห้อและรุ่นที่ออกมา หากอ่านแล้วงงๆ ว่าต้องปรับอะไร คลิกเข้าไปอ่านในเรื่องการปรับแสงในหัวข้อกล้องและเลนส

กล้อง SLR แบบไฟฟ้า



กล้อง AF หรือกล้อง Auto Focus ปรับความชัดของภาพอัตโนมัติ กล้อง SLR แบบนี้เป็นกล้องระบบอิเลคโนนิคที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วที่อยู่ในตัวกล้อง แสนรู้เป็นที่สุด การใช้งานสะดวกสะบายเหมือนกล้องคอมแพคแต่มีขนาดใหญ่กว่า แต่คุณภาพระดับสุดยอด การทำงานของกล้อง AF มีหลายระบบภายในตัวเดียวให้เลือกใช้ตามความต้องการของผู้ใช้
กล้อง SLR แบบ Auto Focus

1. ระบบ Full Auto หรือระบบอัตโนมัติเต็มระบบ ผู้ใช้มีหน้าที่กดปุ่มเพียงอย่างเดียวที่เหลือกล้องจัดการปรับให้ทุกอย่าง ถ้าแสงไม่พอแฟชทก็จะฉายไฟออกมาเองโดยอัตโนมัติ ใครก็ได้ที่มีนิ้วสำหรับกดปุ่มก็สามารถใช้งานได้แล้ว
2. ระบบ Program กล้องปรับให้เองทุกอย่างเหมือนกับระบบ Full Auto แต่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ เช่นการปรับหน้ากล้องให้แคบลง กล้องก็จะปรับลดความเร็วชัตเตอร์ลงเพื่อให้แสงพอดีสำหรับการถ่ายภาพ
3. ระบบ Tv ผู้ถ่ายปรับแต่งความเร็วชัตเตอร์เอง โดยกล้องจะปรับขนาดรูรับแสงให้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้แสงพอดีสำหรับการถ่ายภาพ
3. ระบบ Av ผู้ถ่ายปรับแต่งขนาดรูรับแสงเอง โดยกล้องจะปรับความเร็วชัตเตอร์ให้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้แสงพอดีสำหรับการถ่ายภาพ
นอกจากนี้ยังมีระบบอื่นๆ ที่เป็นลูกเล่นของแต่ละยี่ห้อเช่น โปรแกรมถ่ายดอกไม้ โปรแกรมถ่ายภาพกีฬา โปรแกรมถ่ายภาพวิวส์
กล้องแบบนี้สะดวกต่อการใช้งานและยังมีลูกเล่นมากมายที่จะสร้างสรรค์ภาพให้ได้ภาพที่สวยงาม เป็นกล้องที่ได้รับความนิยมมาก มีให้เลือกตั้งแต่ราคาประหยัดไปจนถึงครึ่งแสนบาท
กล้อง APS เป็นกล้องที่ใช้ฟิล์ม APS ให้ความคมชัดสูงกว่ากล้อง SLR สามารถอัดล้างได้เหมือนกับฟิล์มที่ถ่ายจากกล้อง SLR ทุกประการ แต่ไม่ได้รับความนิยมเนื่องจากอยู่กึ่งกลางระหว่างกล้องระบบฟิล์มธรรมดา กับกล้องดิจิตอลแบบไร้ฟิล์ม
กล้องดิจิตอล เป็นกล้องไร้ฟิล์ม กำลังมาแรงสุดๆ สำหรับวันนี้
กล้องดิจิตอล

โดย www.tourdoi.com

ขนาดรูรับแสง

ขนาดรูรับแสง ขนาดรูรับแสงจะมีผลต่อความชัดลึกของภาพ รูรับแสงที่กว้างจะมีความชัดลึกน้อยแต่บริเวณจุดโฟกัสจะมีความความชัดสูงมาก รูรับแสงแคบๆ จะมีความชัดลึกกว้างแต่ความชัดที่จุดโฟกัสจะคมชัดน้อยกว่าหน้ากล้องที่กว้างๆ




รับแสงกว้างๆ ความชัดลึกน้อย จะมีผลทำให้สิ่งต่างๆ  ที่อยู่นอกระยะชัดไม่มีความชัดหรือภาพเบลอร์ เหมาะสำหรับถ่ายภาพที่ต้องการความโดดเด่นของวัตถุที่ต้องการถ่าย เช่น ถ่ายภาพนางแบบ ที่ต้องการเน้นจุดสนใจอยู่หน้าของนางแบบ ไม่ให้เห็นความคมชัดของหน้าคนอื่นที่สวยกว่านางแบบที่อยู่ข้างหลัง หรือไม่ต้องการให้ Background โดดเด่นกว่าจุดโฟกัส หรือดอกไม้ที่ต้องการเน้นเฉพาะจุดที่ต้องการถ่าย
ภาพนี้ถ่ายด้วย f 5.6   จะเห็นว่าจุดโฟกัสมีความคมชัดสูง  ไกลออกไปเพียงเล็กน้อยภาพจะเบลอร์


รูรับแสงแคบๆ ความชัดลึกกว้าง จะมีผลทำให้สิ่งที่อยู่นอกระยะโฟกัสมีความคมชัดไปด้วย เหมาะสำหรับถ่ายภาพวิวส์ทิวทัศน์ที่ต้องการความคมชัดของภาพโดยรวมสูง


ภาพเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นความแตกต่างของขนาดรูรับแสงกับความชัดลึก ไกลออกไปยังพอชัด

ภาพซ้าย f 5.6   บริเวณด้านหน้าของภาพหรือที่จุดโฟกัสจะค่อนข้างจะชัดกว่า ไกลๆ ออกภาพจะเบลอร์
ภาพขวา f 8  บริเวณจุดโฟกัสชัดพอประมาณ ไกลๆ ออกไปยังพอดูออกว่าเป็นดอกไม้ดอกกลมๆ แต่ความชัดโดยรวมจะมากกว่า

ช่างภาพทั่วๆ ไปมักจะไม่ใช้คำว่า รูรับแสง แต่มักจะเรียกว่า หน้ากล้อง เช่นตอนนี้ใช้หน้ากล้องเท่าไร สปีด เท่าไร  หน้ากล้อง คือ ขนาดรูรับแสง  สปีด คือ ความเร็วชัตเตอร์ 
การที่จะเลือกใช้หน้ากล้องเท่าใดขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ถ่าย หากต้องการให้ภาพชัดทั่วทั้งภาพก็ต้องใช้หน้ากล้องแคบๆ เหมือนกับการถ่ายภาพวิวส์ทิวทัศน์ แต่ในบางครั้งเราไม่สามารถที่จะใช้ขนาดหน้ากล้องที่แคบมากๆ ได้เพราะสภาพแสงไม่เอื้ออำนวย หากเราลดขนาดหน้ากล้องลงจนแคบมาก แสงก็จะเข้ากล้องได้น้อยเราจึงต้องลดสปีดลง บางครั้งลดลงจนต่ำกว่าความเร็วที่เราถ่ายภาพได้ด้วยมือ ดังนั้นจึงต้องใช้ขาตั้งกล้อง แต่ต้องมีเงื่อนไขว่า วัตถุที่เราต้องการจะถ่ายจะต้องหยุดนิ่ง ถ้าหากถ่ายต้นไม้ดอกไม้ที่เคลื่อนไหวไปมาตลอดเวลาเพราะแรงลม ดังนั้นเราจึงต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงขึ้น มีผลทำให้ขนาดหน้ากล้องต้องปรับเพิ่มขึ้นตามจนไม่แคบเท่าที่ใจเราต้องการ
จากwww.tourdoi.com

Tip ถ่ายรูป28 ชดเชยแสง-วัดแสงคืออะไร

iLoveToGoDotCOM

ผลของความเร็วชัตเตอร์ ( Speed ) กับภาพถ่าย

ผลของความเร็วชัตเตอร์ ( Speed ) กับภาพถ่ายหน้าที่หลักของความเร็วชัตเตอร์ คือ ควบคุมปริมาณแสงที่จะเข้าไปตกลงบนแผ่นฟิล์ม นอกจากนี้แล้วยังมีผลต่ออารมณ์ของภาพ ความเร็วชัตเตอร์สูงๆ จะทำให้ภาพหยุดนิ่ง ใช้สำหรับถ่ายสิ่งที่มีการเคลื่อนไหวให้ได้ภาพที่คมชัด เช่นถ่ายภาพคนขี่เจ็ตสกี ถ้าใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงเช่น 1/1000 วินาที ภาพจะหยุดนิ่ง แต่ถ้าใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำๆ เช่น 125 จะมีผลทำให้ภาพมีลักษณะการเคลื่อนไหวผ่านหน้ากล้อง กล้องจะจับภาพไม่อยู่ทำให้ขาดความคมชัดเพียงแต่จะเป็นแนวสีวิ่งแผ่นหน้ากล้อง
ทำไมความเร็วชัตเตอร์สูงๆ จึงหยุดการเคลื่อนที่ของวัตถุที่เราจะถ่ายได้
วัตถุที่กำลังเคลื่อนที่จะมีเร็วความในตัวของมันเองเป็นความเร็วหนึ่งแล้วแต่ว่าจะเคลื่อนที่ช้าหรือเร็ว ถ้าหากเราใช้ความเร็วในการจับภาพที่สูงกว่าความเร็วของวัตถุที่เราต้องการถ่าย ภาพนั้นก็จะหยุดนิ่ง  
ยกตัวอย่างการถ่ายภาพมอเตอร์ไซด์ที่วิ่งผ่านกล้อง หากเราใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1/2 วินาที จะเห็นเป็นแนวสีวิ่งผ่านในภาพ ทั้งนี้เพราะม่านชัตเตอร์ปิดลงหลังจากที่มอเตอร์ไซด์หายไปจากกรอบของภาพแล้ว ถ้าหากเราใช้ความเร็วในการเปิดปิดรับภาพที่ไวกว่าความเร็วของมอเตอร์ไซด์ ม่านชัตเตอร์จะเปิดและปิดรับภาพเพียงเสี้ยวเวลาหนึ่งทำให้จับภาพได้เพียงจังหวะหนึ่งของการเคลื่อนที่เท่านั้น ภาพที่ได้จึงดูว่าหยุดนิ่ง
ความเร็วชัตเตอร์ช้าๆ เหมาะสำหรับถ่ายภาพที่ต้องการบ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวเช่น น้ำตกที่ไหลเป็นสาย, พลุที่วิ่งขึ้นไปเป็นเส้นแสงแล้วแตกกระจายเป็นรูปทรงที่สวยงาม เส้นเหล่านั้นคือลูกไฟจุดเล็กๆ ที่วิ่งผ่านไปในอากาศ ระหว่างที่วิ่งไปนั้นแสงของจุดนั้นจะถูกบันทึกสะสมไว้บนแผ่นฟิล์ม ถ้าหากใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงๆ ก็จะเห็นเพียงลูกไฟเล็กๆ เป็นจุดเท่านั้น
สรุปว่า ความเร็วชัตเตอร์สูงๆ เหมาะสำหรับภาพเคลื่อนไหวเพื่อให้หยุดนิ่ง เช่น ถ่ายภาพกีฬา ถ่ายภาพดอกไม้ที่มีการเคลื่อนไหวเพราะแรงลม
ความเร็วชัตเตอร์ต่ำๆ เหมาะสำหรับการถ่ายภาพให้มีความรู้สึกว่ามีความเคลื่อนไหว หรือต้องการสร้างอารมณ์ภาพที่แตกต่างไป

ภาพแสดงความแตกต่างของการใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงภาพขวา  กับความเร็วชัตเตอร์ต่ำภาพซ้าย

น้ำตกเหมือนกัน ตกลงมาด้วยความเร็วเท่ากัน  แต่ใช้ความเร็วถ่ายภาพต่างกัน ให้อารมณ์และความสวยงามที่ต่างกัน

จากwww.tourdoi.com

เลนส์ถ่ายภาพ

เลนส์ถ่ายภาพประเภทต่างๆ



สมัยก่อน กล้อง SLR จะขายควบคู่มากับเลนส์มาตรฐาน เป็นการขายแบบไฟส์บังคับ ไม่มีการแยกขายเฉพาะบอดี้ แต่ผู้ซื้อมักจะถอดเลนส์มาตรฐานออกแล้วขายคืนให้กลับทางร้านไปในราคาถูกๆ แล้วก็ซื้อเลนส์ซูมมาใส่ บางคนก็ชอบซูมสั้นๆ บางคนก็ชอบซูมยาวๆ บางคนก็ชอบเลนส์ไวด์ บางคนก็ชอบเลนส์เทเล ต่างจิตต่างใจและวัตถุประสงค์ของการใช้งาน บางคนก็ยอมควักกระเป๋าซื้อเลนส์มาโครซึ่งมีราคาแพง คนที่มีทุนน้อยก็ต้องซื้อ Extension Tube มาใส่ บางคนต้องการประหยัดไปกว่านี้ก็ต้องซื้อ Close up Lens มาใส่ บางคนก็ซื้อ Tele Converter  มาใส่  คนที่ต้องการถ่ายภาพที่มีภาพที่แปลกตาออกไปก็ลงทุนซื้อเลนส์ตาปลามาใช้
โอย... ทำไมมันหลายเลนส์จัง ชักจะเวียนหัวแล้ว

อย่าเพิ่งเวียนหัวนะครับ พออ่านจบแล้วจะถึงบางอ้อ ร้องอ๋อเลยเชียว
เลนส์ที่ติดมากับกล้องแต่ก่อนโน้นมีขนาดทางยาวโฟกัส 50 มม. เวลาเรายกกล้องที่ติดเลนส์นี้ส่งไปยังนางแบบที่จะถ่าย เรามองเห็นนางแบบด้วยตาเปล่าตัวโตเท่าใด  เมื่อมองผ่านเลนส์ก็มีขนาดตัวโตเท่านั้น ไม่เล็กไม่ใหญ่ ไม่ไกลไม่ใกล้ ทุกอย่างเหมือนเดิม เราสมมุติชื่อของเลนส์ตัวนี้ว่า... เลนส์มาตรฐาน ( Normal Lens ) เมื่อเราเล็งกล้องไปที่นางแบบ ถอยหลังเดินหน้าจนได้ภาพนางแบบที่กำลังพอเหมาะกับเฟรมที่จะถ่ายแล้วก็กดชัตเตอร์  เช๊ะ เรียบร้อย ได้ภาพสวยแน่ หลังจากถ่ายภาพแรกเสร็จปรากฏว่าพวกเพื่อนๆ ของนางแบบวิ่งกรูกันเข้ามาถ่ายด้วยอีก 10 คน สวยๆ กันทั้งน้าน... ทำไงล่ะคราวนี้ก็ภาพคนมันล้นจอ จะถอยหลังหรือก็จะตกน้ำหรือไม่ก็ติดกำแพง เราก็ต้องเปลี่ยนมาใช้เลนส์ที่รับภาพได้มุมกว้างๆ แบบว่าเห็นทั้งกลุ่มโดยที่เราไม่ต้องถอยหลัง เลนส์มุมกว้างนี้เมื่อมองผ่านเลนส์จะเห็นคนตัวเล็กกว่าที่มองด้วยตาเปล่าและรู้สึกว่านางแบบอยู่ไกลออกไปจากตัวเรา เราเรียกเลนส์นี้ว่าเลนส์ไวด์ ( Wide Angle Lens ) เท่านี้ก็หมดปัญหา แต่พอดีเพื่อนนางแบบหนึ่ง ในนั้นหน้าตาสวยม๊ากมากๆๆๆ ก็น่าจะแอบถ่ายภาพครึ่งตัวไว้ดูเป็นที่ระลึกสักภาพ จะทำยังไงล่ะคราวนี้ เดินเอากล้องไปจ่อใกล้ๆ หน้า เขาก็คงจะอาย คนอื่นก็คงจะแซวเราได้ว่าถ่ายแต่คนสวยคนเดียว เราก็ต้องเปลี่ยนมาใช้เลนส์ที่มีอัตราขยายมากๆ ที่ถ่ายให้เห็นหน้าโต๋โตโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวว่าเราแอบถ่ายเขาคนเดียว เลนส์ที่มีอัตราขยายมากๆ เราเรียกว่าเลนส์เทเล ( Telephoto Lens ) แต่ในความเป็นจริงคงทำได้ยากเพราะเราต้องคอยถอดเปลี่ยนเลนส์ เขาอาจจะสงสัยว่าเรากำลังทำอะไรทำไมเดี๋ยวถอดเดี๋ยวใส่ปล่อยให้นางแบบยิ้มจนเหงือกแห้งอยู่ได้ วิธีแก้ปัญหาก็คือเลือกใช้เลนส์ที่ถ่ายให้ตัวเล็กก็ได้ตัวใหญ่ก็ได้ในตัวเดียวกัน เราเรียกเลนส์ตัวนี้ว่า..ซูม ( Zoom Lens ) คราวนี้ล่ะก็นางแบบไม่รู้ตัวแน่ว่าเรากำลังแอบถ่ายเค้าคนเดียว
แต่ถ้าหากว่านางแบบคนนั้นต้องการให้เราถ่ายเฉพาะแหวนเพชรแสนสวยของเธอล่ะ  เราจะทำยังไงเพราะเลนส์ทุกอันที่บอกมาไม่สามารถขยายใหญ่เท่าที่เราต้องการได้ ก็แหวนเพชรวงเล็กนิดเดียว ดังนั้นเราก็จะต้องเลื่อนกล้องเข้าไปใกล้ๆ แหวนเพชรนั้นมากๆ จนกว่าจะได้ภาพใหญ่ตามความต้องการ เลนส์ที่จะทำให้เราเข้าไปถ่ายอย่างใกล้ๆ ได้เราเรียกว่า เลนส์ถ่ายใกล้ ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า มาโครเลนส์ ( Macro Lens ) ราคาแพงมาก ช่างภาพมือใหม่อย่างเราจะมีตังค์ซื้อเหรอ แต่ไม่เป็นไรเราไปซื้อ Close up Lens ที่มีอัตราขยายสูงๆ เท่าที่ต้องการมาใส่หน้าเลนส์ของเราก็ได้ ก็จะทำให้เราเข้าไปถ่ายใกล้ๆ ได้เท่าที่ใจเราต้องการ ราคา 300 กว่าบาทเอง ถูกม๊ากๆ  แต่ถ้าต้องการคุณภาพที่ดีกว่าสักหน่อยก็ต้องซื้อ Extension Tube มันหลายเลนส์เหลือเกินชักงง พอเท่านี้ก่อน

ทำไมต้องวัดแสง

hyperman036

การถ่ายภาพชัดตื้น

crusadeone

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

Uploaded by Somchaikr on Jan 31, 2011
Published on Apr 19, 2012 by speedshutter72 http://pachuu.com และติดตามข่าวสารจากป้าชูได้ทุกวันที่ http://facebook.com/speedshutter.tv
ทดลองใช้ Canon EOS 650D Microphone Published on Aug 3, 2012 by 2how
Canon EOS 60D

Canon EOS 60D เปิดตัวพร้อมกับเลนส์ซีรีย์ L ใหม่ Canon EF 70-300 f/4-5.6L IS USM
คุณสมบัติเด่นที่น่าสนใจ
* เซ็นเซอร์ภาพ CMOS 18.0 ล้านพิกเซล และหน่วยประมวลผล DIGIC 4 ให้ภาพคุณภาพสูง และทำงานได้รวดเร็วทันใจ
* ช่วงความไวแสง ISO 100 - 6400 (ขยายได้สูงสุด 12800) สำหรับบันทึกภายใต้ทุกสภาพแสง ตั้งแต่แสงสว่างมาก ไปจนถึงสภาพแสงน้อยมาก
* ฟังก์ชั่นบันทึกวิดีโอใหม่ EOS HD Video พร้อมระบบควบคุมการทำงานแบบแมนนวลเหมือนกล้องมืออาชีพ เลือกครอปวิดีโอให้เล็กลงเหลือขนาด 640 x 480 ได้ พร้อมช่องต่อไมโครโฟนภายนอก external microphone IN terminal สำหรับงานวิดีโอที่ต้องการเสียงคุณภาพสูง
* จอมอนิเตอร์ใหม่แบบ Vari-angle 3.0-inch Clear View LCD ความละเอียดสูงถึง 1,040,000 จุดแบบ VGA ปรับมุมมองและพลิกหมุนได้ พร้อมเคลือบป้องกันแสงสะท้อนแบบมัลติโค้ทใหม่ มองดูภาพได้สว่างและชัดเจนมากยิ่งขึ้น
* ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็วสูงสุด 5.3 ภาพๅวินาที ต่อเนื่อง 58 ภาพที่ขนาด Large/JPEGs และ 16 ภาพที่ฟอร์แมท RAW
* ช่องมองภาพ มองเห็น 96% ให้มุมมองที่กว้างขึ้น มองดูภาพได้ใหญ่และชัดเจนมากขึ้น
* ระบวัดแสงใหม่ Enhanced iFCL 63-zone แบบ Dual-layer metering system และระบบออโต้โฟกัส 9 ใหม่ โฟกัสได้รวดเร็วทันใจ พร้อมการวางเซ็นเซอร์แบบกากบาท รองรับการทำงานกับเลนส์รูรับแสง f/2.8 
* ใหม่ ฟังก์ชั่นแปลงไฟล์ RAW เป็น JPEGs ในตัวกล้อง และปรับอัตราส่วนภาพแบบ 3:2 
* รองรับเมมโมรี่การ์ด SD/SDHC/SDXC (รุ่น EOS 50D เดิมใช้แบบ CF)
* มีเลนส์ Canon EF และ EF-S ให้เลือกใช้มากมาย

คุณภาพอันยอดเยี่ยม
แคนนอน EOS 60D ใช้เซ็นเซอร์ภาพใหม่ขนาด APS-C แบบ CMOS ความละเอียด 18 ล้านพิกเซล ด้วยไฟล์ภาพขนาดใหญ่ ทำให้การตัดส่วนภาพแล้วขยายภาพ ยังได้ภาพที่คมชัดและสวยงาม ไม่สูญเสียรายละเอียดของภาพ นอกจากนี้เซ็นเซอร์ใหม่ยังมี Noise ต่ำแม้ว่าจะถ่ายภาพที่ความไวแสงสูง ภาพที่ได้ดูนุ่มนวลสวยงาม

หน่วยประมวลผลความเร็วสูง DIGIC 4 ช่วยให้การบันทึกภาพ การประมวลผล และการจัดเก็บไฟล์ภาพลงในเมมโมรี่การ์ดเป็นไปอย่างรวดเร็ว ให้อัตราส่วนภาพ 3:2 มีฟังก์ชั่นโปรเซสไฟล์ RAW ในตัวกล้องเป็นไฟล์ JPEG โดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ พร้อมฟิลเตอร์สร้างสรรค์ภาพแบบต่างๆ และปรับลดขนาดภาพให้เล็กลงได้ ทั้งหมดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอันเป็นผลมาจากการใช้หน่วยประมวลผล DIGIC 4 Image Processor ใหม่ ซึ่งยังช่วยให้ถ่ายภาพต่อเนื่องที่ความละเอียดสูงสุด 18.0 ล้านพิกเซล ได้เร็ว 5.3 เฟรม/วินาที แสดงสีได้ 14 บิต ให้ภาพที่มีการไล่โทนอย่างนุ่มนวลดูเป็นธรรมชาติ ในฟังก์ชั่น Face Detection Live mode ยังปรับปรุงเรื่องการวัดแสงและการโฟกัสให้ดียิ่งขึ้น สามารถบันทึกวิดีโอแบบ Full HD video พร้อมด้วยฟังก์ชั่น Auto Lighting Optimizer และ Lens Peripheral Optimization

ถ่ายภาพได้ดีทุกสภาพแสง
ความไวแสง ISO มีช่วงกว้าง สูงสุด ISO 12800 โดยปรับตั้งจากคัสตอมฟังก์ชั่น ช่วยให้ EOS 60D ใช้ถ่ายภาพได้ดีทุกสภาพแสง ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นไปจนถึงพระอาทิตย์ตก หรือภาพตอนกลางคืน และภาพในอาคารที่มีแสงน้อย ให้ภาพชัดเจน ได้รายละเอียดครบถ้วนสมจริง รวมไปถึงการถ่ายภาพโดยไม่ต้องใช้แฟลช และงานถ่ายภาพกีฬาที่จำเป็นต้องใช้ความเร็วชัตเตอรืสูงๆ หมดกังวลเรื่องภาพเบลอ หรือมี Noise จากการใช้ความไวแสงสูงๆ 

บันทึกวิดีโอ "EOS HD Video"
EOS 60D ออกแบบให้บันทึกได้ทั้งภาพนิ่ง และวิดีโอคุณภาพสูงแบบ HD พร้อมฟังก์ชั่นการควบคุมกล้องแบบแมนนวลสมบูรณ์แบบสำหรับงานสร้างสรรค์ต่างๆ และใช้งานได้กับเลนส์ทั้ง Canon EF และ EF-S รวมไปถึงเลนส์ Macro และ Fisheye เช่นเดียวกับการถ่ายภาพนิ่ง ให้ภาพชัดลึกอย่างมีมิติและสวยงาม ถ่ายวิดีโอได้ดีแม้สภาพแสงน้อย และมีฟังก์ชั่น Movie Crop ตัดส่วนภาพให้เล็กลง ในคุณภาพระดับ SD-quality video (640 x 480)โดยไฟล์วิดีโอที่ได้เทียบเท่ากับการคุณทางยาวโฟกัสของเลนส์ 7 เท่า หากใช้เลนส์ 200 มม. เท่ากับการบันทึกวิดีโอด้วยเลนส์กำลังขยายสูง 1,400 มม. เหมาะอย่างยิ่งสำหรับบันทึกสิ่งที่อยู่ในระยะไกลมากๆ เช่น การแข่งขันกีฬา หรือภาพชีวิตสัตว์่ป่าในธรรมชาติ


ระบบเสียงในการบันทึกวิดีโอ สามารถปรับตั้งได้แบบออโต้ หรือแมนนวล ปรับเสียงได้ 64 ระดับ พร้อมฟิลเตอร์กรองเสียงลมจากฉากหลังที่ไม่ต้องการ ลดการเกิดน๊อยซ์ ให้เสียงที่คมชัดสมจริงเช่นเดียวกับกล้องวิดีโอระดับโปร และเพียงกดปุ่ม ควิก คอนโทรล จะแสดงภาพกราฟฟิกบนหน้าจอมอนิเตอร์ ช่วยให้ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว รวมทั้งผู้ใช้สามารถตัดต่อวิดีโอได้จากในตัวกล้อง หรือเลือกเฉพาะบางส่วนของคลิปวิดีโอ เพิ่มความสะดวกในการใช้งานโดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์
วิดีโอสามารถบันทึกที่ความละเอียดสูง 1920 x 1080 Full HD ความเร็ว 30 (29.97 fps), 24 (23.976 fps) หรือ 25.0 เฟรม/วินาที บันทึกได้ต่อเนื่อง 4GB/คลิป บันทึกในฟอร์แมท MOV และเปิดชมวิดีโอผ่านสายอินเทอร์เฟส HDMI และยังเลือกขนาดอื่นๆ ได้คือ HD 1280 x 720 (50/60 fps) หรือ SD/VGA ที่ 640 x 480 (50/60 fps) - 24/30 fps ให้ภาพที่นุ่มนวลเหมือนกับกล้องถ่ายภาพยนต์ และบันทึกวิดีโอพร้อมเสียงแบบโมโน หรือเสียงสเตอริโอเมื่อใช้กับไมโครโฟนภายนอก