บล็อคนี้จัดทำขึ้นเพื่่อ ความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพและคนที่รักการถ่ายภาพทุกท่าน

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

(รีวิว)กล้องcanon 5D mark III

สำหรับสเปคคงหมดข้อสงสัยกันไปบ้างแล้ว เพราะจริงๆ แล้วต้องถือว่าถ้าออกมาสเปคนี้ก็ต้องถูกใจสาวก Canon มากทีเดียว โดยเฉพาะถ้าคุณใช้ 5D หรือ 5D mark II มาก่อน อย่างที่ผมได้ทิ้งปริศนาไว้ว่า เอาซีพียูไปใช้อะไรจนทำให้พิกเซลเหลือน้อยขนาดนี้
ถ้าจะให้ผมเดาการที่ CPU หายไป น่าจะไปโหลดเกี่ยวกับการถ่ายต่อเนื่องด้วย เพราะ 5D นั้นเปลืองการประมวลผลภาพถ่ายอยู่พอสมควร ต้องอย่าลืมนะครับแม้ว่าจะพิกเซลแพ้ D800 อยู่ แต่ก็สามารถถ่ายต่อเนื่องได้ถึง 6 fps ซึ่งก็มากกว่าตั้ง 1 ภาพ และเจ้า 5D นั้นก็ไม่ได้ใช้ Digic หลายตัวเหมือนกับกล้องท้อปอย่าง 1D-X ซะด้วย นี่แหละคงเป็นเหตุผลที่ทำไมสเปคทางด้านพิกเซลจึงไม่สามารถเพิ่มกันให้ทัดเทียมคู่แข่ง ที่สำคัญ CPU นี้ ก็ยังต้องไปคุมอีกหลายส่วนดังที่ทาง Canon ได้แจ้งเอาไว้อีกด้วย สรุป เหมือน Camry 2.0 นั่นแหละครับ รถใหญ่แต่เครื่องเล็ก การประมวลผลไม่พอ ถ้างั้นตัดพิกเซลลง
ปุ่มกดต่างๆ ที่ดูจะคล้ายกับ 7D โดยเฉพาะปุ่มเปิดปิดก็ทำเอาคนที่ใช้ 5D เดิมอย่างผมงงได้เหมือนกันครับ ส่วนปุ่มล็อคนั้นก็เฉกเช่นเดียวกับ 7D แต่มันก็ดีกว่า 60D ตรงที่เป็นปุ่มแบบเลื่อน ผมว่าแบบกดไม่ถนัดมากนัก ส่วนการอัดวิดีโอและไลฟ์วิวทำมาเหมือน 7D ก็ต้องถือว่าดีมากทีเดียวครับ
เมมโมรี่แบบสล็อคคู่ ตอนนี้มืออาชีพทั้งหลายก็เลิกบ่นได้ซักทีครับว่า ใส้ได้แค่ช่องเดียว หวังว่าจะได้เห็นภาพแบบนี้อีกใน 7D รุ่นถัดไป
หน้าตาของเค้าจะดูคล้าย 60D พอสมควรทีเดียวครับ ขอบคุณภาพจาก Dpreview และ Engadget ส่วนทางด้านล่างก็จะเป็นปุ่มที่ใช้ระบบสัมผัสได้เรียกว่า Silent Control ก็ดีครับเสียงจะได้ไม่ดังเข้าไปในวิดีโอ
jog มหัศจรรย์ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมครับ ลืมบอกไปวงล้อมหัศจรรย์ทัชสรีนนั้น  ใน Canon 1D-X ก็ทำได้ครับ แต่ไม่ได้โฆษณาไว้
ปุ่มเช็คชัดลึกย้ายออกจากที่เดิม ใครใช้ตัวเก่า นี่ก็เป็นอีกจุดที่งงแน่นอน
ร่างสมบูรณ์ของ 5D เมื่อกระกอบกับแฟลชใหม่ และ EF24-70mm f2.8L 
ST-E3 RT ตัวใหม่ หลังจากกระแสทริกเกอร์มาแรง Canon ก็เลยต้องออกแบบไร้สายมาใช้บ้าง
ST-E3 RT ตัวใหม่ หลังจากกระแสทริกเกอร์มาแรง Canon ก็เลยต้องออกแบบไร้สายมาใช้บ้าง
หลังๆ ช่องติดแฟลชจากทาง Canon ก็เปลี่ยนเป็นสีเงินล้วนไม่ต้องลอกให้วุ่นวายเหมือo 5D  I 




ประวัติและวิวัฒนาการของการถ่ายภาพ

  • วิวัฒนาการของการถ่ายภาพ
      ก่อนที่จะมีเทคโนโลยีการถ่ายภาพ มนุษย์ได้ใช้วิธีการวาดภาพให้เหมือนจริงเพื่อบันทึกความทรงจำ และใช้ในการสื่อความหมาย ซึ่งการวาดภาพให้เหมือนจริงต้องใช้เวลานานและได้ภาพที่ไม่เหมือนจริงตามธรรมชาติ
     จนในที่สุดในศตวรรษที่ 19 มนุษย์ก็ประสบความสำเร็จ ในการคิดค้นกระบวนการสร้างภาพ จากผลของการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ ที่ได้พัฒนาความรู้จากศาสตร์ 2 ศาสตร์ คือ สาขาฟิสิกส์ ได้แก่ เรื่องของแสงและกล้องถ่ายภาพ และสาขาเคมี ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับฟิล์ม สารไวแสง และน้ำยาสร้างภาพ
กำเนิดกล้องถ่ายภาพชนิดแรก
  •   แนวคิดในการถ่ายภาพนั้นเริ่มมาเป็นเวลานานแล้ว โดยมาจากสมัยพวกชนเผ่าแร่ร่อนในอียิปต์ ซึ่งท่องเที่ยวกลางเต้นท์อยู่ในทะเลทราย เมื่อถึงเวลาบ่ายแดดร้อนจัดก็หยุดเดินทางเข้าไปพักผ่อนในเต้นท์ซึ่งมืด และได้สังเกต เห็นแสงของดวงอาทิตย์ลอดผ่านรูเต้นท์มากระทบวัตถุแล้วทำให้เกิดเงาเป็นรูปร่างขึ้นที่ผนังอีกด้านหนึ่ง โดยได้เงาหัวกลับ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหลักหรือกฎเบื้องต้นของการถ่ายรูป
  • เมื่อประมาณ 400 ปี ก่อนคริสตศักราช อริสโตเติล นักปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกได้บันทึกไว้ว่า หากเราปล่อยให้ผ่านเข้าไปทางช่องเล็กๆ ในห้องมืด แล้วถือกระดาษขาวให้ห่างจากช่องรับแสงประมาณ 15 ซ.ม. จะปรากฏภาพบนกระดาษ ลักษณะเป็น “ภาพจริงหัวกลับ” แต่ไม่ชัดเจนนัก   สิ่งที่เขาค้นพบนั้น ถือว่าเป็นกฎของกล้องออบสคิวร่า (camera obscura เป็นภาษาลาติแปลว่า "ห้องมืด") และคงรักษาไว้หลายร้อยปีต่อมา


 หลักการของกล้อง camera obscura
 


  • ค.ศ. 1490 ลีโอนาโด ดาวินชี นักวิทยาศาสตร์และศิลปินชาวอิตาลี่ได้บันทึกคำอธิบายเกี่ยวกับหลักการทำงานของกล้องออบสคิวร่า ทำให้ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าใจหลักการทำงานของกล้องมากขึ้น โดยเฉพาะพวกจิตรกรสนใจนำกล้องไปช่วยในการวาดภาพลอกแบบ เพื่อให้ได้ภาพในเวลารวดเร็วและมีสัดส่วนเหมือนจริง


จิตรกรสมัยโบราณใช้หลักการ obscura เพื่อช่วยในการวาดภาพ

 
 
 วิวัฒนาการของกล้อง obscura

 สารไวแสงกับการคงสภาพของภาพถ่าย
      แม้จะมีการค้นพบหลักการ camara obcura ที่ทำให้ภาพเหมือนจริงมาปรากฏบนฉากได้ตามต้องการมานานกว่า 2 พันปี แต่คนในสมัยโบราณไม่สามารถคงสภาพของภาพนั้นให้คงอยู่ได้อย่างถาวร จนกระทั่ง ใน พ.ศ. 2370 โจเซฟ เนียฟ (Joseph Nicéphore Niépce) ได้ประสบความสำเร็จในการคงสภาพ เขาใช้แผ่นดีบุกผสมตะกั่วฉาบด้วยสารบิทูเมนถ่ายภาพตึกซึ่งอยู่ตรงข้ามกับห้องทำงานในบ้านของเขาที่ด้วยกล้องออบสคูรา โดยใช้เวลานาน 8 ชั่วโมง ภาพที่ได้เป็นโพสิตีฟคือส่วนที่ถูกแสงจะเป็นสีจางลงและแข็งตัว ส่วนที่ไม่ถูกล้างออกจึงเป็นสีดำ ซึ่งเป็นสีของแผ่นดีบุกผสมตะกั่วนั่นเองภาพถ่ายนี้ นับเป็นภาพถ่าย ภาพแรกของโลกที่หลงเหลืออยู่
   
  

  โจเซฟ เนียฟ และภาพถ่ายภาพแรก 

  • ใน พ.ศ. 2369 ดาแกร์ได้เขียนจดหมายติดต่อกับเนียฟ ถึงเรื่องการค้นคว้าเกี่ยกวับกระบวนการถ่ายภาพของเขา และใน พ.ศ.2370 ขณะที่เนียฟมีโอกาสเดินทางไปกรุงปารีส จึงได้ไปพบดาแกร์และพูดคุยเกี่ยวกับการทดลองค้นคว้า เขาทั้งสองได้ติดต่อกันเรื่อยมา จนกระทั่งใน พ.ศ.2372 เขาจึงได้ทำสัญญาร่างหุ้นกัน เพื่อทำให้กระบวนการเฮลิโอกราฟที่เนียฟคิดค้นสมบูรณ์แบบ โดยมีกำหนด 10 ปี แต่ดำเนินการได้เพียง 4 ปี เนียฟก็ถึงแก่กรรมใน พ.ศ.2376 ดาแกร์จึงได้ดำเนินหุ้นกับลูกชายของเนียฟต่อไป
  • ใน พ.ศ.2378 เขาได้สังเกตเห็นเพลทซึ่งเขาถ่ายไว้หลายวันในตู้ มีภาพปรากฏเขาค้นพบต่อมาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลมากจากไอปรอทของเทอร์โมมิเตอร์ที่แตกหลอดหนึ่ง แต่ภาพที่ปรากฏนั้น ยังไม่ถาวรเขาจึงได้ทำการค้นคว้าต่อ โดยนำกระบวนการเฮลิโอกราฟของเนียฟไปร่วมกับกระบวนการ ไดโอรามาของเขาต่อมาใน พ.ศ.2380 เขาก็ได้ประสบความสำเร็จ ในการทำภาพให้ติดถาวรได้ด้วยการใช้สารละลายเกลือธรรมดา (Common salt) และเรียกระบวนการนี้ว่า ดาแกร์โรไทฟ์ (Daguerreotype)  

 
กล้องดาแกร์โรไทฟ์ และภาพที่ถ่ายด้วยกล้องดาแกร์โรไทฟ์

  • ในเวลาต่อมา วิลเลียม เฮนรี ฟอกซ์ แทลบอต ( William Henry Fox Talbot ) ชาวอังกฤษ ได้ค้นพบว่า “เงินคลอไรด์”( Silver Chloride ) เป็นสารที่มีความไวต่อแสงสว่าง ซึ่งสามารถฉาบลงบนกระดาษได้ ทำให้ได้กระดาษไวแสงที่จะนำไปอัดภาพ เขาได้ทดลองนำใบไม้ ขนนก มาวางทับกระดาษไวแสง พบว่า ส่วนที่วัตถุทับอยู่จะเป็น สีขาวแต่ส่วนที่ถูกแสงสว่างจะเป็นสีดำ เมื่อนำไปล้างในสารละลายเข้มข้นของโซเดียมคลอไรด์ ได้ภาพที่เรียกว่า “ภาพPhotogenic Drawing” ที่มีลักษณะเป็นสีตรงข้ามกับต้นแบบคือ ขาวเป็นดำ และดำเป็นขาว หรือที่เรียกว่า "ภาพเนกาตีฟ" ในปัจจุบัน ซึ่งแทลบอตใช้เป็นต้นแบบในการอัดภาพ ภาพต่อๆ มาจะเป็นภาพโพสิตีฟ ฉะนั้นวิธีการของแทลบอตจึงดีกว่ากระบวนการของดาร์แกโรไทพ์ ตรงที่สามารถอัดภาพได้หลายภาพตามต้องการ แต่ก็มีข้อด้อยตรงที่เมื่อเก็บไว้นาน ๆ สีของภาพจะซีดจางลง
 
วิลเลียม เฮนรี ฟอกซ์ แทลบอต

  • ระยะต่อมาการถ่ายภาพกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปสนใจและผู้ที่ทำให้การถ่ายรูปอยู่ในความสนใจของคนทั่วไปมากขึ้นคือ George Eastman เขาได้จัดขายกล้องที่มีฟิล์มม้วนบรรจุอยู่ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งหมายถึงว่าผู้ที่ซื้อกล้องจะซื้อกล้องที่มีฟิล์มใส่ไว้เรียบร้อยแล้ว และเมื่อถ่ายเสร็จก็ส่งไปให้บริษัทของ Eastman จัดการเปลี่ยนฟิล์มใหม่ และล้างอัดขยายภาพจากเนกาทีฟที่ดีให้ด้วย Eastman ตั้งชื่อบริษัทว่า "Kodak" ซึ่งเขาบอกว่าชื่อที่ตั้งนี้ฟังเสียงคล้ายเสียงกดชัดเตอร์ของกล้อง
  • นอกจากนี้ Eastman ยังมีบทบาทที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ในปี ค.ศ.1895 เขาได้เปลี่ยนฟิล์มจากฟิล์มกระดาษธรรมดามาเป็นฟิล์มโปร่งแสงซึ่งทำด้วยเซลลูลอยด์ทำให้ฟิล์มทนทานขึ้น และผู้ถ่ายก็สามารถใส่ฟิล์มได้เอง การล้างอัดขยายภาพก็กว้างขวางออกไป โดยมีร้านขายยารับทำหน้าที่นี้ด้วย จนกระทั่งการถ่ายภาพได้รับความนิยมแพร่หลายในหมู่ประชาชนคนทั่วไป
 
George Eastman ผู้ให้กำเนิดกล้อง Kodak

CanonEOS500D/50mm.F1.8เทคนิคถ่ายภาพPortrait

ยินดีต้อนรับเข้าสู่Blog ของฉันBlog สำหรับคนชอบกล้องถ่ายภาพและรักการถ่ายภาพ